รีวิว THE OLD GUARD : ดิ โอลด์ การ์ด

ชีวิตอมตะแน่นอนว่าใครๆก็ต้องการ แต่ชีวิตอมตะของพวกเขาไม่ดีอย่างนั้น เมื่อมีคนต้องการไล่ลาพวกเขาเพื่อที่จะเอาพลังของพวกเธอไปใช้บ้าง เธอจึงต้องทำทุกทางเพื่อยับยั้ง และต้องเจอกับผู้อมตะคนใหม่ด้วย

รวมรูปภาพของ "ชาร์ลิซ เธอรอน" หญิงแกร่งบู๊มาเยอะ แต่เจอแอ็คชั่นบทใหม่ใน The  Old Guard รูปที่ 2 จาก 8

รื่องย่อหนัง ‘The Old Guard’
หนังเรื่องนี้ไม่ตั้งชื่อไทยให้เมื่อยตุ้ม ใช้แบบทับศัพท์กันไปเลย ดิ​ โอลด์ การ์ด เรื่องราวของทีมเล็กๆ ทีมหนึ่งที่มีกันอยู่สี่คนอันประกอบไปด้วย แอนดี้ (Charlize Theron จากหนัง Atomic Blonde และ Mad Max: Fury Road)​ หญิงสาวผู้นำทีมที่มีอายุยืนยาวที่สุด, บุคเกอร์ (Matthias Schoenaerts จาก A Hidden Life และ The Danish Girl) ชายชาวฝรั่งเศสที่เคยเป็นทหารของนโปเลียน, โจ (Marwan Kenzari จาก Aladdin กับ What Happened to Monday) และนิกกี้ (Luca Marinelli) สองคนที่เคยเป็นฝ่ายตรงข้ามกันมาก่อนในสงครามครูเสดก่อนจะกลายมาเป็นคู่ชีวิตของกันและกัน

พวกเขามีความพิเศษเหนือมนุษย์นั่นคือ พลังในการรักษาตัวเอง แม้จะโดนยิงจนเสียชีวิตไปแต่พวกเขาก็จะฟื้นกลับมามีชีวิตใหม่ กระสุนที่เคยฝังอยู่ก็ถูกเด้งออกมา แผลหายสนิทราวกับไม่เคยมีถูกกระสุนเจาะเลือดเนื้อมาก่อน

ภาพจากหนัง ดิ โอลด์ การ์ด

พวกเขารวมตัวกันด้วยพลังที่เหมือนกัน อยู่อาศัยบนโลกมานานแต่ต้องซุกซ่อนตัวไม่อยู่ในสังคม รับงานเบื้องหลังอย่างช่วยชีวิตตัวประกันอะไรพวกนี้

แต่ชีวิตของพวกเขากำลังเปลี่ยนแปลงเมื่อมีบริษัทยาแห่งหนึ่งที่นำโดยมิสเตอร์วอร์ริก (Harry Melling ดัดลีย์ เดอร์ลีย์จากหนังเรื่อง Harry Potter and the Deathly Hallows: Part 1) ต้องการนำตัวพวกเขาทั้งทีมมาทดลองผ่านเอเยนต์อย่าง โคเปลย์ (Chiwetel Ejiofor มอร์โดจากหนังเรื่อง Doctor Strange) แต่ในช่วงเวลานั้นทีมได้พบสมาชิกคนใหม่

ชาร์ลิซ เธอรอน" หญิงแกร่งบู๊มาเยอะ แต่เจอแอ็คชั่นบทใหม่ใน The Old Guard

รีวิวหนัง ‘The Old Guard’
หนังเรื่องนี้พาเราไปรู้จักกับทีมซูเปอร์ฮีโร่ที่เราไม่เคยรู้ถึงการมีของพวกเขามาก่อน การที่พวกเขามีพลังฟื้นฟูตัวเองทำให้ตายแล้วฟื้นใหม่ได้หลายหน แน่นอนว่า พวกเขาก็คงต้องอยู่บนโลกนี้มาอย่างยาวนาน และหนังก็พยายามจะตั้งคำถามต่อคนดูอยู่เป็นระยะว่า โลกสร้างพวกเขาขึ้นมาทำไม

หนังแอคชั่นที่ค่อยๆ เข้มข้นขึ้นตามเวลาของหนัง
เอาจริงๆ ในความรู้สึกผม กับการดูหนังแอคชั่นบนจอทีวีในระบบสตรีมมิ่งนี่มันไม่ได้ชักชวนให้รู้สึกตื่นตาหัวใจเต้นระรัวอย่างที่รู้สึกในโรงภาพยนตร์นะ แต่มันการรับชมภาพยนตร์ที่สามารถหยุดพักไปห้องน้ำ เปิดอ่านมือถือ หรือเอาของไปเก็บได้อยู่เป็นพักๆ ทำให้เราไม่ได้โฟกัสเต็มที่กับหนังเท่ากับการอยู่ในโรงจริงๆ หรอก

ภาพจากหนัง ดิ โอลด์ การ์ด

สำหรับ ดิ โอลด์ การ์ด นั้น ผมมองว่ามันเป็นหนังที่ค่อนข้างมีพาร์ทดราม่าค่อนข้างเยอะนะ ซึ่งมันก็เป็นช่วงของการเล่าเรื่องที่ทำให้เราเข้าใจที่มาและเบื้องหลังของพวกเขามากขึ้นเรื่อยๆ นั่นแหละ ทำให้เราได้รู้ว่า พวกเขามีมาแต่ยุคไหน มีเรื่องราวอะไรที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นบ้าง มีปมอะไรในใจของแต่ละคนมั้ย อะไรอย่างนี้…

เพราะฉะนั้นช่วงครึ่งแรกของหนังจะวนอยู่กับการพูดคุยและเล่าเรื่องเสียเยอะ ก่อนที่จะเริ่มเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ กับฉากการต่อสู้ที่ใช้สตันท์น้อยเน้นเล่นจริง และเมื่อมันเป็นหนังที่ยิงกันเลือดสาด มันก็เป็นธรรมดาที่หนังจะได้เรท R